ในการอภิปรายทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงว่าแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 7 ปี ครอบคลุม 3 ยุทธศาสตร์หลัก จะช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ และสร้างงานเพิ่มขึ้น โดยจะไม่ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มเกินกรอบวินัยการคลัง
ขณะที่ฝ่ายค้านห่วงว่าการตรวจสอบความโปร่งใสในการดำเนินงานจะทำได้ยาก เนื่องจากรัฐบาลใช้วิธีออกเป็นพระราชบัญญัติเงินกู้ แทนที่จะบรรจุไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่จะมีกลไกถ่วงดุลและตรวจสอบในรัฐสภา
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการ หอการค้าไทย เห็นว่ารัฐบาลอาจจะตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาทำงานร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น เพื่อดำเนินการตรวจสอบป้องกันการทุจริต
พร้อมเห็นว่ารัฐบาลควรจัดลำดับความสำคัญของการลงทุน โดยควรให้ความสำคัญกับการบริหารน้ำเพื่อใช้ในการทำเกษตรกรรมก่อนเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งผลผลิตและแหล่งปลูก จะทำให้การพัฒนาระบบขนส่งโลจิสติกส์ เป็นไปอย่างมีทิศทางและเกิดความคุ้มค่า
นายครรชิต ผิวนวล ผู้เชี่ยวชาญด้านคมนาคม ให้ความเห็นว่า รัฐบาลไม่ได้ให้รายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการบริหารจัดการ และการดูแลซ่อมบำรุง หลังโครงสร้างพื้นฐานก่อสร้างแล้วเสร็จ ว่าจะมีรูปแบบใด และหน่วยงานใดจะรับผิดชอบ ขณะที่รัฐบาลไม่ควรเข้ามาจัดการเอง เพราะอาจจะประสบภาวะขาดทุน รวมถึงควรให้เอกชนร่วมลงทุน เพื่อจะลดวงเงินกู้ลง
นายครรชิต เห็นว่ากระทรวงคมนาคมไม่ควรพัฒนาระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง ควบคู่ไปกับการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ โดยหากสร้างมอเตอร์เวย์ เท่ากับส่งเสริมให้มีการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ทำให้ความคุ้มค่าในการใช้รถไฟฟ้าความเร็วสูงลดลง ซึ่งรัฐบาลควรศึกษาโครงการต่างๆ ให้ละเอียดรอบคอบ รวมถึงแผนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ ในจุุดหมายปลายทางของรถไฟฟ้าความเร็วสูง