วันนี้ (19 ธ.ค.2559) ตำรวจกำลังหามาตรการเพื่อดำเนินคดีกับแฟนบอล ซึ่งจุดพลุแฟลร์ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 นัดชิงชนะเลิศ ที่ทีมชาติไทยเอาชนะอินโดนีเซีย และคว้าแชมป์ในรายการนี้ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยดูรายละเอียดจากทั้ง พ.ร.บ.พลุดอกไม้ไฟ ไปจนถึงการขัดคำสั่งประกาศ คสช. และหากทราบตัวผู้ก่อเหตุสามารถดำเนินคดีตามมาตรา 397 ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ มีโทษจำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท แต่ในส่วนของการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ถ้าไม่มีการยิงขึ้นฟ้าก็ไม่เข้าข่ายความผิด
พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 เปิดเผยว่า จากการสืบสวนขณะนี้พอจะทราบแล้วว่าผู้ก่อเหตุว่าเป็นกลุ่มอุลตร้าไทยแลนด์ ซึ่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นห่วงในเรื่องชื่อเสียงของประเทศ สำหรับแฟนบอลกลุ่มดังกล่าวมีจำนวนมากและนั่งอยู่ในโซนเดียวกันใส่เสื้อประจำกลุ่ม แต่ในวันก่อเหตุมีเพียงไม่กี่คนที่ถือพลุ ทั้งนี้ ในวันเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดประทัดไข่ก๊อกได้จำนวนมาก แต่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าประทัดดังกล่าวเป็นของกลุ่มเชียร์ใด
ขณะที่นายพาทิศ ศุภะพงษ์ โฆษกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า ขณะนี้รู้ตัวกลุ่มและบุคคลที่ก่อเหตุแล้ว และเตรียมประสานข้อมูลให้ตำรวจดำเนินคดี พร้อมยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการฝ่าฝืนกฎด้านความปลอดภัยของเอเอฟซีอย่างชัดเจน ซึ่งอาจถูกปรับเงิน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,700,000 บาท ไปจนถึงการสั่งห้ามเล่นในบ้าน ซึ่งทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ พร้อมที่จะชี้แจงกับสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้ ในการแข่งขันฟุตบอลเอเอฟซี ยู 16 ปี ในเดือนกันยายน ระหว่างทีมชาติไทยกับมาเลเซีย เกิดเหตุแฟนบอลจุดพลุแฟร์ในสนามมาแล้ว ทำให้สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ โดนลงโทษไปแล้วด้วยการปรับ 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 390,000 บาท ซึ่งเอเอฟซีเตือนล่วงหน้าแล้วว่าหากเกิดเหตุอีกจะโดนโทษหนักกว่าเดิม
สำหรับมาตรการในการควบคุมดูแลความปลอดภัยและป้องกันควบคุมแฟนบอลหัวรุนแรงไม่ให้ก่อเหตุนำอุปกรณ์การเชียร์ผิดกฎเข้าสนามฟุตบอล คาดว่าจะมีการหารือ พล.ต.ต.นันทชาติ จะเข้าพบนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เพื่อหามาตรการป้องกันต่อไป