ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

Art on Fire เมื่อ “ไฟป่า” ถูกเชื่อมต่อกับ “งานศิลปะ”

ศิลปะ-บันเทิง
25 มี.ค. 68
13:35
103
Logo Thai PBS
Art on Fire เมื่อ “ไฟป่า” ถูกเชื่อมต่อกับ “งานศิลปะ”
อ่านให้ฟัง
00:00อ่านข่าวให้ฟังโดย Botnoi Voice เว็บแอปพลิเคชันสำหรับสร้างเสียงจากข้อความด้วย AI (Text to Speech)

ภายในห้องจัดแสดงงานศิลปะใจกลางกรุงเทพมหานครที่ถูกจัดแต่งด้วยแสงไฟสลัวราวกับอยู่ในดินแดนอันลี้ลับที่ใดที่หนึ่ง เรื่องราวของเปลวเพลิงที่โหมลุกไหม้กำลังถูกนำมาร้อยเรียงขึ้นใหม่ แม้ผลงานเหล่านั้นจะถูกจัดวางไว้อย่างเป็นสัดส่วนสวยงามเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าไปเสพความคิดของศิลปิน แต่เนื้อหาที่ถูกถ่ายทอดผ่านผลงานทุกชิ้นล้วนเป็นเรื่องราวความร้อนของไฟและชีวิตที่ “ไม่ปกติ” ของผู้คนที่ต้องอาศัยอยู่กับมัน ไม่ว่าจะเป็นงานภาพวาด ภาพพิมพ์ งานปั้น งานที่ใช้แสงมาเป็นองค์ประกอบ งานที่ใช้วัตถุดิบจากอุปกรณ์ดับไฟป่าของจริงมาดัดแปลง หรือแม้กระทั่งภาพถ่ายจากโดรนและภาพถ่ายดาวเทียม

“คนเชียงราย คนภาคเหนือ จะรู้สึกได้ว่า ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อเราและครอบครัวต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี เริ่มมีคนที่เรารู้จักหลายคนเสียชีวิตด้วยมะเร็งปอดก่อนวัยอันควร ผมเองเริ่มไปทำงานเชียงรายเมื่อ 2 ปีก่อน เป็นงานที่ต้องลงพื้นที่หลายอำเภอ และเมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน ผมก็เจอ PM 2.5 ระดับสีม่วง บางวันก็สีน้ำตาล มันแสบหู แสบตา เจ็บคอ มันเป็นระดับที่มีผลต่อสุขภาพเราทันที เลยคิดว่า เราควรจะช่วยอะไรได้บ้าง”

“ผมติดตามเพจของอาสาดับไฟป่าของมูลนิธิกระจกเงา เห็นการทำงานที่มีพัฒนาการอย่างรวดเร็วมาตลอดหลายปี มีอาสาสมัครเพิ่มขึ้น มีนวัตกรรมใหม่ๆมาใช้งานมากขึ้น และก็เห็นว่าพี่หนูหริ่ง (สมบัติ บุญงามอนงค์) ขอบริจาครองเท้าให้อาสาสมัคร ซึ่งจริง ๆ เป็นสิ่งที่ไม่ไกลตัวเรา ถือเป็นจุดที่ให้เราเริ่มคิดว่า เราจะช่วยอะไรจากตรงนี้ได้บ้าง จึงเป็นไอเดียขึ้นมาว่า อยากไปขอรองเท้าเก่าๆ ของอาสาฯ กระจกเงามาใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อสร้างงานศิลปะ และเราก็จะเอางานไปขาย เพื่อนำเงินไปซื้อรองเท้าใหม่ให้อาสาใช้ดับไฟป่า”

อังกฤษ อัจฉริยโสภณ ศิลปินและคิวเรเตอร์ชื่อดัง ที่มีถิ่นพำนักอยู่ที่ จ.เชียงราย เล่าที่มาที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นการจัดงานแสดงศิลปะ Art on Fire ที่ หอศิลปะ วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีทั้งผลงานของศิลปินชื่อดัง สถาปนิก และนักศึกษา ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเล่าเรื่องเกี่ยวกับ “ไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย” นำมาจัดแสดงพร้อมเสนอขายผลงานเพื่อระดมทุนไปสนับสนุนภารกิจดับไฟป่าที่กำลังลุกลามอยู่ในขณะนี้ ให้กับอาสาสมัครของมูลนิธิกระจกเงา

และจุดเชื่อมต่อสำคัญที่ทำให้นิทรรศการ Art on Fire เกิดขึ้นได้จริง คือการรวมตัวกันระหว่าง 2 ศาสตร์ คือ ศิลปกรรมศาสตร์กับสถาปัตยกรรมศาสตร์

ผศ.ดร.อันธิกา สวัสดิ์ศรี คณบดี คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะ และการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คือ จุดเชื่อมประสานที่ทำให้ “ศิลปะ” กับ “ไฟป่า” มาบรรจบกันกลายเป็นงานนิทรรศการเพื่อระดมทุนครั้งนี้

“เราสนิทกับพี่หนูหริ่งอยู่แล้ว ติดตามการทำงานของมูลนิธิกระจกเงาตลอดหลายปี เขาเป็นทีมที่มีความสามารถที่เริ่มจากทำงานเล็ก ๆ แต่กลับสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างได้เสมอ และได้เห็นที่คุณอังกฤษไปเขียนคอมเม้นท์ใต้โพสต์ของพี่หนูหริ่งว่าอยากจะนำรองเท้าเก่าของอาสาดับไฟป่ามาทำงานศิลปะ ก็เห็นช่องทางเลย เลยประสานไปที่ทั้ง 2 คนว่าเราอยากช่วย จากนั้นก็ไปคุยกับ ผศ.วุฒิกร คงคา หัวหน้าภาควิชาศิลปกรรม ที่คณะ ฯ ก็ตกลงกันได้ว่า ทางศิลปินทั้ง 2 คน จะไปรวบรวมศิลปินคนอื่นๆกับนักศึกษาอีกประมาณ 80 คนมาช่วยกันสร้างสรรค์งาน ส่วนเราก็หางบประมาณมาผลักดันให้งานนี้เกิดขึ้นได้จริง”

“อีกหนึ่งแรงบันดาลใจ คือ เราเป็นสถาปนิก มักจะถูกมองว่าเราทำแต่งานที่สวยงาม ขนาดมีอาคารถล่มเขายังเรียกแต่วิศวกรไป ไม่เคยเรียกสถาปนิกไปดูเลย เราก็เลยอยากให้สถาปนิกเข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอผลงานด้วย จึงไปชวนอาจารย์อีกท่านที่เป็นสถาปนิกมาร่วมสร้างผลงานด้วย”

“เราเชื่อว่า ความพยายามเล็กๆ ก็อาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่ง ใหญ่ได้” ผศ.ดร.อันธิกา เล่าถึงจุดเชื่อมโยง

ภาพถ่ายจากโดรนหรือภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็น “แสง” ซึ่งบ่งบอกถึง “ความร้อน” มักจะถูกใช้เป็น “ข้อมูล” ในการนำมาวางแผนดับไฟป่า แต่ในมุม มองของสถาปนิกอย่าง พงศ์ธริน เพชรจันทร อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ บอกว่า เป็นข้อมูลที่สามารถนำมาเปลี่ยนเป็นการเล่าเรื่องราวเพื่อสื่อสารเรื่องความรุนแรงของไฟป่าได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง
และงานของเขาคือการนำข้อมูลจากภาพที่เกิดขึ้นด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้มาร้อยเรียงใหม่ จัดวางอยู่บนผนังโค้งที่หอศิลป์ เป็นผลงานที่จะนำผู้ชมเข้าไปสู่ห้องจัดแสดง

“เราพยายามมองหาข้อมูลที่เป็นความจริงและทำอะไรบางอย่างกับมันให้เป็นประโยชน์ เช่น ภาพถ่ายจากโดรนจับความร้อนเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากเพราะมันเป็นข้อมูลที่หากเรามองมันผ่านก็ไม่เคยรู้ว่าจริงๆ คือ อะไร แต่เมื่อเรานำภาพเหล่านี้มาร้อยเป็นเรื่องราวใหม่ มันอาจนำพาไปสู่ความเข้าใจหรือความตระหนักรู้บางอย่างว่า มีข้อมูลแบบนี้ที่คนในโลกนี้เขากำลังพยายามศึกษากันอยู่ และอาจจะเป็นประโยชน์มากถ้าทำให้ทุกคนเข้าใจมันได้ หรือในอีกแง่หนึ่ง การนำข้อมูล realtime จากพื้นที่ต่างๆมาร้อยเรียงกัน ก็จะทำให้เราเข้าใจได้ว่า ยังมีคนอีกมากมายที่กำลังต่อสู้กับไฟอยู่”

“มันเป็นงานที่เกิดจากการลงพื้นที่จริง ๆ การถ่ายทำจากชุดข้อมูลจริง ๆ เรามองเห็นวิธีนำสิ่งที่ต่างกันนำมาจัดการใหม่ให้เป็นเรื่องราวที่เอามาเชื่อมต่อกันได้ ภาพโดรน ภาพดาวเทียม ขอนไม้ที่ไหม้ ก้อนอิฐที่ไหม้ ดูเผินๆ อาจไม่มีอะไร แต่จริงๆ ล้วนมีความทรงจำต่างๆแฝงอยู่ในนั้น ถ้าเราสามารถหยิบจับมันสร้างเรื่องราวขึ้นมาใหม่ ขยับเข้าไปในดินแดนของศิลปะ มันก็อาจพาเราเข้าไปในโลกที่ไม่มีใครเคยรับรู้มาก่อน” อาจารย์พงศ์ธริน อธิบายแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะไฟป่าจากมุมมองของสถาปนิกคนหนึ่ง

การนำ “ภาพที่เป็นข้อมูล” มาจัดแสดงในสถานะงานศิลปะ ยังเป็นแนวคิดที่ อังกฤษ อัจฉริยโสภณ ในฐานะที่เป็นทั้งศิลปินและคิวเรเตอร์ เห็นว่า เป็นวิธีการสื่อสารที่ท้าทายและมีประสิทธิภาพ เพราะสะท้อนถึงความจริงที่ทำให้เห็นสติปัญญาของมนุษย์

“ก่อนนี้ผมก็ไม่เคยทราบเลยว่า โดรนมันเห็นความร้อนด้วย พอมาเห็นก็รู้สึกน่าอัศจรรย์ เพราะโดรนได้ช่วยขยายความสามารถไปจากความเป็นมนุษย์ ในเมื่อดวงตาของมนุษย์เห็นในคลื่นความถี่แสงหนึ่ง แต่โดรนทำให้เรารู้ว่าแท้จริงยังมีอีกแสงหนึ่งที่แสดงผลของความจริงอีกชุดหนึ่งอยู่ในอีกมิติที่ต่างไปจากที่เราเห็น ... เรายังอยู่ในโลกที่การสื่อสารด้วยดาวเทียมทำให้เรามีสติปัญญาจากเครื่องจักร ทำให้เราคาดเดาอนาคตได้ ทำให้เรามองเห็นกราฟสถิติจากข้อมูลย้อนหลังนับร้อยปีในอดีตซึ่งเกินกว่าที่สมองนิ่มๆของเราจะประมวลได้ นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องไฟป่า แต่มันรวมถึงความสามารถในการจัดการภัยพิบัติอื่น ๆ ของมนุษย์ด้วย” อังกฤษ อธิบายสิ่งที่ซ่อนอยู่จากการนำข้อมูลมาเชื่อมโยงกับงานศิลปะ

รองเท้าเก่า ไม้กวาดที่ใช้ทำแนวกันไฟ แกลลอนใส่น้ำที่นำไปดับไฟ หรือแม้แต่จาน ชาม ของอาสาสมัคร เป็นอีกรูปแบบในการจัดแสดงผลงานในนิทรรศการไฟป่า พวกมันกลายเป็นงานสื่อสารที่สื่อความหมายได้อย่างดีเยี่ยมเมื่อถูกนำมาเชื่อมโยงกับศิลปะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ มันเป็นเพียงขยะที่ถูกกองทิ้งไว้

“ก่อนหน้านี้แกลลอนพวกนี้ถูกกองอยู่ใต้บันไดเป็นขยะ พอเราให้ศิลปินไปจับมันขึ้นมาตกแต่งมันกลายเป็นงานศิลปะ พอย้ายมาถูกจัดวางบนแท่นขาวๆในห้องนี้มันก็กลายเป็นผลงานศิลปะของศิลปิน” อังกฤษ เริ่มพูดถึงการนำวัตถุดิบจากหน้างานไฟป่าจริงมาจัดแสดง พร้อมอธิบายต่อว่า งานในรูปแบบนี้ มีความหมายที่ลึกซึ้งอย่างไร

“งานแบบนี้ทำให้เรารู้ว่า ในความจริงที่เราเรียกว่า reality เราไม่ได้อยู่ใน reality เดียว ยกตัวอย่างเช่น พวกเราที่อยู่ในห้องนี้แทบจะไม่ได้อยู่ในอากาศที่เป็นธรรมชาติเลย เราอยู่ในห้องปรับอากาศแทบตลอด ออกไปขึ้นรถไฟฟ้าก็มีเครื่องปรับอากาศ กลับบ้านก็มี ... แต่คนที่ต้องอยู่กับอากาศที่ภาคเหนือ หรือคนที่อยู่หน้าไฟป่า เขาก็ต้องอยู่ในอากาศอีก reality หนึ่ง ... ดังนั้น งานศิลปะที่ทำมาจากวัตถุดิบหน้างานเหล่านี้ คือเครื่องมือที่กำลังเชื่อมแต่ละ reality เข้าด้วยกัน ... ผมไม่ได้มองว่าเป็นถัง ไม่ได้มองมันเป็นอะคริลิคใส หรือเป็นจาน แต่มองว่ามันเป็น “จุด” แต่ละจุด ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อ reality ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เชื่อมด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์”

แต่การจัดแสดงนิทรรศการไฟป่าครั้งนี้ มันก็ทำให้มนุษย์ต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เมื่อเราเป็นพวกที่ปรับตัวได้เก่งมาก ผลิตเทคโนโลยีขึ้นได้มากมาย แต่เราปรับตัวกันอย่างไรจนต้องมาหายใจอยู่กับฝุ่นควันแบบนี้” ศิลปินและคิวเรเตอร์คนดัง ทิ้งเป็นคำถาม

งานแสดงนิทรรศการไฟป่า Art on Fire มีผลงานของศิลปินชื่อดังมากมายมาจัดแสดงร่วมกับผลงานของนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะ และการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง และนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 – 30 มี.ค. 2568 ที่ห้องสตูดิโอชั้น 4 หอศิลปะ วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร BACC และพื้นที่ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยอัศวิน โดยผลงานที่ถูกซื้อไปจะนำรายได้ไปสนับสนุนการจัดหาอุปกรณ์ดับไฟป่าให้อาสาสมัครมูลนิธิกระจกเงา

“มันน่าสนใจในฐานะศิลปินตรงที่ว่า เราจะสามารถรวบรวมข้อมูลที่ท่วมท้นเหล่านี้มาแปรผ่านอารมณ์ การสังเกตและการออกแบบให้เป็นงานศิลปะได้อย่างไร อันนี้เป็นสิ่งที่ท้าทาย”

“ศิลปินใช้เวลาไม่รู้เท่าไหร่ในการวาดรูปแต่ละรูป แต่คนดูต้องแลกด้วยเวลา อยากให้ทุกคนลองใช้เวลาแลกกับศิลปินที่เขาวาดรูปออกมา ทุกชิ้นมีพลังงานของผู้สร้างอยู่ และมันสื่อสารกับเราอยู่เสมอ ถ้าเราเปิดประตูรับ” ศิลปิน อังกฤษ กล่าวทิ้งท้าย


รายงานโดย : สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา : สื่อมวลชนอิสระ

อ่านข่าว

ปกาเกอะญอ "ทำลายป่า" วาทกรรมอคติที่ "ชาติพันธุ์" ต้องแบกรับ

แนวกันไฟ "ดอยช้างป่าแป๋" นวัตกรรมใหม่นักสื่อสาร "ปกาเกอะญอ"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง