วันนี้ (26 มี.ค.2568) การตัดสินใจของอีลอน มัสก์ ที่เข้าไปมีบทบาทในวงการการเมือง โดยเฉพาะการเป็นหัวหน้าทีม DOGE ในรัฐบาลทรัมป์ ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของ Tesla จากแบรนด์นวัตกรรมที่เป็นที่รักของกลุ่มเสรีนิยม ไปสู่สัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับฝ่ายขวาในสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคารถมือ 2 ของ Tesla ในสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก แม้ว่าความสนใจในรถ EV มือ 2 จะเพิ่มขึ้นก็ตาม
ในยุโรป การที่มัสก์สนับสนุนพรรค Alternative für Deutschland (AfD) ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าใกล้ชิดกับแนวคิดสุดโต่ง ทำให้ยอดขาย Tesla ในเยอรมนีเดือน ก.พ.ปีนี้ ลดลงถึงร้อยละ 75 และยอดขายรวมในยุโรปลดลงร้อยละ 44
ผลกระทบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่สะท้อนถึงการสูญเสียฐานลูกค้าที่เคยชื่นชอบ Tesla ในฐานะผู้นำด้านความยั่งยืน การที่มัสก์วิจารณ์ผู้นำอย่าง เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ ของสหราชอาณาจักร ยิ่งทำให้ Tesla เสี่ยงต่อการถูกต่อต้านในตลาดสำคัญ นักวิเคราะห์บางคนระบุว่า การเมืองของมัสก์อาจเป็นปัจจัยระยะสั้นที่สร้างความเสียหายรุนแรงกว่าที่คาด ซึ่งเห็นได้จากหุ้น Tesla ที่ร่วงลงกว่าร้อยละ 40 จากจุดสูงสุดเมื่อ ธ.ค. ปีที่แล้ว

"ตัวเลขไม่โกหก" BYD ผงาดแซง Tesla
ในปี 2567 BYD ประกาศรายได้สูงถึง 777,000 ล้านหยวน หรือ 107,000 ล้านดอลลาร์ เติบโตร้อยละ 29 จากปี 2566 แซงหน้า Tesla ที่ทำได้เพียง 97,700 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่การเติบโตธรรมดา แต่เป็นการตอกย้ำว่า BYD ได้ก้าวข้าม Tesla ในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดระดับโลก ขณะที่ Tesla เผชิญยอดขายตกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ BYD ขายรถได้ถึง 4,300,000 คัน โดยเฉพาะรถไฮบริดที่ครองใจผู้บริโภคจีนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ
ความสำเร็จของ BYD ไม่ได้มาแค่โชคช่วย แต่มาจากกลยุทธ์ที่เฉียบคม รถรุ่นใหม่ Qin L ที่เพิ่งเปิดตัว ราคาเริ่มต้นเพียง 119,800 หยวน หรือ 16,500 ดอลลาร์ แต่ให้ระยะทางขับขี่ 330 ไมล์ และเทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะ เทียบกับ Tesla Model 3 ที่ราคาแพงกว่า 2 เท่า (235,500 หยวน หรือ 32,000 ดอลลาร์) แต่สเปกไม่ได้หนีกันมาก

ส่วน Tesla กำลังเผชิญพายุหลายด้าน ยอดขายทั่วโลกลดลงและคาดการณ์ปีนี้ก็ยังไม่ดีขึ้น ในจีน ตลาดรถยนต์ใหญ่ที่สุดในโลก Tesla เสียส่วนแบ่งให้ BYD และผู้ผลิตรายอื่นอย่าง NIO และ XPeng โดย BYD ครองตลาดด้วยราคาที่แข่งขันได้และตัวเลือกที่หลากหลาย ในยุโรป แบรนด์จีนรวมกันเติบโตร้อยละ 82 ขณะที่ Tesla ลดลงร้อยละ 44 ซึ่งนวัตกรรมของ BYD มีบทบาทสำคัญในการดึงลูกค้า แต่การเมืองของมัสก์ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง
ในสหรัฐฯ กำแพงภาษีช่วยให้ Tesla ยังครองตลาด EV ล้วน แต่ภาพลักษณ์ที่เสียหายจากมัสก์ทำให้ลูกค้ากลุ่มสำคัญหันไปหาคู่แข่ง นวัตกรรมของ BYD เป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้างที่กระทบระยะยาว ขณะที่การเมืองของมัสก์เป็นตัวเร่งให้ Tesla เสียหายทันที การผสมผสานของทั้ง 2 ปัจจัยนี้เห็นได้จากรายได้ที่ BYD แซง Tesla และยอดขายที่ทิ้งห่าง

มีหรือไม่ ? ทางออกจากวิกฤตของ Tesla
หากโฟกัสที่นวัตกรรม Tesla ต้องเร่งพัฒนารถราคาถูก โดยมีแผนเปิดตัว Model Y รุ่นเล็กในปี 2569 แต่ความล่าช้าอาจทำให้เสียโอกาสให้แก่ BYD ที่ครองตลาดรถ EV ราคาประหยัดไปแล้ว การพัฒนา Full Self-Driving (FSD) ที่ช้ากว่า Waymo ก็เป็นจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข มัสก์พยายามกระตุ้นพนักงานในการประชุมฉุกเฉิน ส่งผลให้หุ้นดีดตัวขึ้นร้อยละ 5 ในวันศุกร์ที่ 21 มี.ค. และร้อยละ 12 ในวันจันทร์ที่ 24 มี.ค. แต่การฟื้นตัวนี้ยังไม่ยั่งยืน

ในทางกลับกัน หากการเมืองคือปัญหาหลัก การลดบทบาทของมัสก์ในเวทีการเมืองอาจช่วยฟื้นภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นจากลูกค้า
สรุปแล้ว นาทีนี้ 3 ตัวอักษรที่น่าจะสร้างความกังวลให้ Tesla และ มัสก์ น่าจะเป็น "BYD" ประเมินจากตัวเลขผลประกอบการชี้ว่า นวัตกรรมของ BYD เป็นภัยคุกคามเชิงกลยุทธ์ที่ทำให้ Tesla เสียส่วนแบ่งตลาดและรายได้ แต่การเมืองของมัสก์เป็นตัวเร่งที่ทำให้วิกฤตทวีความรุนแรงในระยะสั้น Tesla อาจเผชิญภาวะดิ่งลงต่อไป หากไม่สามารถแก้ไขทั้ง 2 ด้านนี้ได้ทันเวลา
