ในประเทศไทย คำว่า "ถุงยังชีพ" เป็นคำที่คุ้นหูและเข้าใจง่ายสำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 หรือพายุที่พัดถล่มภาคใต้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถุงยังชีพมักถูกมองว่าเป็นชุดของใช้จำเป็นที่หน่วยงานรัฐหรือองค์กรต่าง ๆ แจกจ่ายให้ผู้ประสบภัย แต่ในความเป็นจริง ทุกคนสามารถจัดเตรียมถุงยังชีพส่วนตัวไว้ล่วงหน้าได้ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด
ถุงยังชีพคืออะไร ?
ถุงยังชีพ หรือในภาษาสากล Emergency Kit คือ ชุดอุปกรณ์ที่รวบรวมสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในช่วงเวลาที่ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐานได้ เช่น อาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค หรือเครื่องมือช่วยเหลือเบื้องต้น ตามคำแนะนำของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (ปภ.) ถุงยังชีพที่ดีควรครอบคลุมความต้องการพื้นฐานอย่างน้อย 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่มักใช้ในการรอความช่วยเหลือจากภายนอก

รายการสิ่งของจำเป็นในถุงยังชีพ
- น้ำดื่มสะอาด อย่างน้อย 3 ลิตร/คน/วัน (สำหรับ 3 วัน = 9 ลิตร/คน) เพราะน้ำเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเอาตัวรอด
- อาหารแห้งที่ไม่ต้องปรุง เช่น ข้าวอบแห้งที่เติมน้ำแล้วกินได้เลย, ถั่วอบแห้ง, ผลไม้แห้ง เช่น ลูกเกด มะม่วงอบแห้ง, บิสกิตหรือแครกเกอร์พลังงานสูง, เนื้อแห้ง เช่น beef jerky
**หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปที่อาจหนักหรือเน่าเสียง่าย เน้นอาหารที่เก็บได้นานและพกพาสะดวก - ยาสามัญและยาประจำตัว รวมถึงชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น ผ้าพันแผล, แอลกอฮอล์เช็ดแผล, ยาแก้ปวด, ยาแก้ท้องเสีย
**ถ้ามีโรคประจำตัว ควรเตรียมยาให้เพียงพออย่างน้อย 3-7 วัน - ไฟฉายพร้อมถ่านสำรอง เลือกแบบพลังงานแบตเตอรี่หรือแบบชาร์จด้วยมือ (Hand-crank) เพื่อใช้ในกรณีไฟฟ้าดับ
- เสื้อผ้าสำรองและผ้าห่มบาง เสื้อผ้า 1 ชุดสำหรับเปลี่ยน และผ้าห่มฉุกเฉินแบบฟอยล์ (Emergency blanket) เพื่อกันหนาวและพกพาง่าย
- เครื่องมืออเนกประสงค์ เช่น นกหวีด, กระจก, มีดพับสวิส, กรรไกรขนาดเล็ก, เชือกเส้นเล็ก ช่วยในสถานการณ์ที่ต้องส่งสัญญาณเรียกหรือบอกตำแหน่ง, ต้องตัดหรือซ่อมแซมสิ่งของ
- วิทยุพกพา แบบใช้ถ่านหรือพลังงานมือหมุน เพื่อรับข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานราชการ
- สำเนาเอกสารสำคัญ เช่น บัตรประชาชน, พาสปอร์ต, ทะเบียนบ้าน ใส่ในถุงกันน้ำ เพื่อใช้ยืนยันตัวตนหรือติดต่อขอความช่วยเหลือ
- เงินสดและเหรียญจำนวนหนึ่ง สำหรับใช้ในกรณีที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ไม่ทำงาน เช่น ตู้หยอดเหรียญ หรือซื้อของฉุกเฉิน
- หน้ากากอนามัยและเจลล้างมือ ป้องกันฝุ่นควันหรือเชื้อโรค โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีคนแออัด เช่น ศูนย์พักพิง
- ถุงพลาสติกอเนกประสงค์ ใช้เก็บขยะ, กันน้ำ, หรือทำเป็นที่รองนั่งชั่วคราว
- ผ้าอนามัยหรือของใช้ส่วนตัวสำหรับผู้หญิง ครอบครัวที่มีเด็กหรือผู้สูงอายุ ควรเพิ่มสิ่งของพิเศษ เช่น ผ้าอ้อม นมผง หรือไม้เท้าพกพา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล

วิธีจัดเตรียมถุงยังชีพ
การจัดถุงยังชีพไม่จำเป็นต้องใช้ของแพงหรือยุ่งยาก เพียงเลือกกระเป๋ากันน้ำขนาดเหมาะสมที่พกพาสะดวก และจัดสิ่งของให้เป็นระเบียบ โดยควรตรวจสอบวันหมดอายุของอาหารและยาทุก 6 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างพร้อมใช้งาน เมื่อจัดเรียบร้อยให้วางไว้ในที่ที่หยิบง่าย เช่น ใกล้ประตูทางออก หรือในรถยนต์สำหรับคนที่ต้องเดินทางบ่อย
รายงานของศูนย์ข้อมูลภัยพิบัติแห่งชาติ พบว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญภัยพิบัติเฉลี่ยปีละ 10-15 ครั้ง โดยเฉพาะน้ำท่วมและดินถล่มที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนนับล้านคน การมีถุงยังชีพช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนทรัพยากรในช่วงแรกของเหตุการณ์ เช่น กรณีน้ำท่วมใหญ่ที่จังหวัดนครราชสีมาในปี 2563 ซึ่งชาวบ้านหลายรายระบุว่าการมีอาหารและน้ำสำรองช่วยให้รอดชีวิตได้ก่อนที่ทีมกู้ภัยจะเข้าถึง
ถึงเวลาเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติด้วยตัวเอง
ในช่วงเวลาที่ยากลำบากจากภัยธรรมชาติ สิ่งหนึ่งที่เราทุกคนต้องยอมรับคือชีวิตนั้นเปราะบาง แต่ก็แข็งแกร่งได้หากเราเตรียมพร้อม ประเทศไทยอาจไม่ใช่ประเทศที่เผชิญแผ่นดินไหวบ่อยครั้งเหมือนญี่ปุ่นหรืออินโดนีเซีย แต่เราก็ยังเผชิญภัยธรรมชาติอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมใหญ่ พายุพัดถล่ม หรือแม้แต่ภัยแล้งที่ยืดเยื้อ
ในยามที่ประชาชนต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐ ซึ่งบางครั้งอาจล่าช้าเนื่องจากความเสียหายที่กว้างขวาง การช่วยเหลือตัวเองและเอาตัวรอดในเบื้องต้นจึงกลายเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง เป็นเหมือนเกราะป้องกันที่ทำให้เรายืนหยัดได้ แม้เพียงชั่วครู่ แต่ก็อาจหมายถึงความแตกต่างระหว่างความเป็นและความตาย
"แผ่นดินไหว" เป็นภัยพิบัติเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่มนุษย์ยังไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำ และหากเกิดขึ้นจริง ความโกลาหลย่อมตามมา การสื่อสารล่ม ไฟฟ้าดับ อินเทอร์เน็ตขาดหาย สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะแม้แต่ภัยน้ำท่วมในไทยก็เคยทำให้หลายครัวเรือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะมีการเตรียมพร้อมตั้งแต่เยาว์วัย มีหลักสูตรสอนการอพยพในโรงเรียน การฝึกซ้อมประจำปีในบริษัท และการจัดเตรียมถุงยังชีพเป็นเรื่องปกติ เป้าหมายไม่ใช่แค่การรอดชีวิต แต่เป็นการประวิงเวลาให้ตัวเองและครอบครัวมีโอกาสรอความช่วยเหลือจากรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นานขึ้น ไทยเราเองก็สามารถเรียนรู้จากแนวทางนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเองในยามคับขัน

ถึงกระนั้น การที่ประชาชนต้องพึ่งพาตัวเองในช่วงแรกของวิกฤต ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะนิ่งนอนใจได้ การเตรียมตัวของเราคือการซื้อเวลา อาจจะ 24 - 48 - 72 ชั่วโมง เพื่อให้รัฐมีโอกาสจัดระเบียบและส่งความช่วยเหลือมาได้ทันท่วงที เหมือนเป็นคำเตือนที่อ่อนโยน แต่หนักแน่นถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบว่า "เราทำหน้าที่ของเราแล้ว คราวนี้ถึงตาคุณ" การมีถุงยังชีพหรือแผนเอาตัวรอดส่วนตัว ไม่ได้แปลว่าเราต้องเผชิญทุกอย่างเพียงลำพัง แต่เป็นการแสดงวินัยและความรับผิดชอบต่อชีวิตของเราเอง เพื่อให้ระบบการช่วยเหลือจากรัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ท้ายนี้ ไม่ว่าภัยพิบัติจะมาในรูปแบบใด สิ่งที่เราทำได้คือการมองไปข้างหน้าด้วยความหวัง การจัดเตรียมตัวเองให้พร้อมไม่ใช่แค่การป้องกันความสูญเสีย แต่ยังเป็นการบอกตัวเองและคนรอบข้างว่าเราจะไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ประเทศไทยอาจมีจุดอ่อนในเรื่องภัยธรรมชาติที่หลากหลาย แต่เราก็มีจุดแข็งในความเข้มแข็งของชุมชนและจิตใจที่ไม่ย่อท้อ การเริ่มต้นจากเรื่องเล็ก ๆ อย่างถุงยังชีพ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่ทำให้เราทุกคนปลอดภัยและมั่นคงมากขึ้นในอนาคต
ติดตามสถานการณ์ #แผ่นดินไหว ได้ที่ ทาง www.thaipbs.or.th/Earthquake
แหล่งอ้างอิง : Realestatejapan, Disaster Prevention Information
อ่านข่าวอื่น :
เรียนรู้ตั้งแต่เด็ก "ญี่ปุ่น" สอนเอาตัวรอดด้วย "กระเป๋านักเรียน"
ทำไม "มนุษย์" ไม่สามารถทำนาย "การเกิดแผ่นดินไหว" ได้ ?
แผ่นดินไหว 8.2 เขย่าไทยวันนี้ รับมือ-เตรียมพร้อม อย่างไรให้รอด