ความสะดวกในการใช้บริการ การเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างในเมืองและนอกเมือง รวมถึงการเข้าถึงจุดหมายของการเดินทางมากกว่าระบบขนส่งสาธารณะประเภทอื่น ทำให้รถตู้โดยสารสาธารณะเป็นหนึ่งในทางเลือกของผู้โดยสาร ภาพรวมของรถโดยสารสาธารณะมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก ระบุว่า มีรถตู้โดยสารทั่วประเทศ จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกปี 2556 จำนวน 14,118 คัน และปีที่ผ่านมามี 16,106 คัน
ส่วนรถตู้โดยสาร หมวด 2 ซึ่งเป็นรถที่วิ่งทางจากกรุงเทพมหานครไปต่างจังหวัด ระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร ทั่วประเทศจดทะเบียนไว้ 5,411 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถตู้ที่ให้บริการจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ 4,205 คัน ซึ่งรถตู้เหล่านี้ จะต้องย้ายจุดจอดไปที่สถานีขนส่งกรุงเทพทั้ง 3 แห่ง
ปัจจุบันที่สถานีขนส่งหมอชิต มีตู้จำหน่ายตั๋วรถตู้กว่า 80 ตู้ มีรถตู้สาธารณะวิ่งให้บริการที่นี่กว่า 1,300 คัน และในเดือน ต.ค.จะมีรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เข้ามาใช้พื้นที่ที่นี่กว่า 3,000 คัน ซึ่งผู้ประกอบการหลายคนกังวลว่า อาจเกิดการวิ่งทับเส้นทาง และแย่งผู้โดยสารเกิดขึ้น
พนักงานจำหน่ายตั๋วโดยสาร บอกว่า ไม่เพียงแต่รถตู้ที่วิ่งทับเส้นทางกัน แต่ก่อนหน้านี้รถตู้ก็วิ่งทับเส้นทางกับรถโดยสาร บขส. ซึ่งหากไม่จัดระเบียบภายในสถานีก็อาจจะมีปัญหาในการแย่งลูกค้า
"เส้นทางที่วิ่งทับกันแก้ไม่ได้ การให้รวมสายกันก็ทำไม่ได้ เพราะรถตู้เป็นคนละบริษัทกัน เป็นไปไม่ได้" เสียงสะท้อนจากพนักงานขายตั๋วโดยสาร
ณัฐวุฒิ อ่อนน้อม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารการเดินรถ บริษัท ขนส่ง (บขส.) ระบุว่าจากการทดลองนำรถตู้เข้าจุดจอดที่สถานีขนส่ง ยังกังวลการจัดระเบียบที่สถานีขนส่งหมอชิต เนื่องจากมีทั้งผู้ประกอบการรายเดิมที่ให้บริการภายในสถานีและผู้ประกอบการรายใหม่ จึงต้องแยกพื้นที่จุดจอดให้ชัดเจน
"พยายามดูเรื่องผู้โดยสารที่จะเข้ามา ไม่ให้เกิดการแย่งการใช้งานกัน แต่ตามข้อเท็จจริงแล้ว วินที่มีอยู่ บางเจ้าของมีวินทั้งที่จตุจักร และที่อนุสาวรีย์อยู่แล้ว จะมีเพียงบางส่วนเท่านั้นเอง" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารการเดินรถ บขส. ระบุ
สำหรับการบริหารการเดินรถนั้น ระยะแรก จะให้ผู้ประกอบการใช้ตารางการเดินรถเดิมไปก่อน ซึ่งหากผู้ประกอบการรายใดที่มีเส้นทางเดินรถทับซ้อนกันก็สามารถยุบรวมเที่ยววิ่งได้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย แต่หลังจากการจัดระเบียบแล้ว 6 เดือน คณะทำงานจะเข้าไปบริหารจัดการเดินรถให้มีความเหมาะสมอีกครั้ง
วิภูษา สุขมาก ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส รายงาน