ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

รู้จักการคัดแยกผู้ป่วยหรือ Triage เหตุที่ผู้ป่วยวิกฤตจะได้รับการรักษาก่อนเสมอ


Logo Thai PBS
แชร์

รู้จักการคัดแยกผู้ป่วยหรือ Triage เหตุที่ผู้ป่วยวิกฤตจะได้รับการรักษาก่อนเสมอ

https://www.thaipbsbeta.com/now/content/2523

รู้จักการคัดแยกผู้ป่วยหรือ Triage เหตุที่ผู้ป่วยวิกฤตจะได้รับการรักษาก่อนเสมอ
บริการเสริมจาก Thai PBS AI

ในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล หลายคนอาจจะเคยเห็นหรือมีประสบการณ์ที่ทีมแพทย์ลัดคิวไปรักษาผู้ป่วยคนหนึ่งก่อน ซึ่งผู้ป่วยคนนั้นอาจจะอยู่ในอาการวิกฤต ทำให้ผู้ป่วยคนอื่น ๆ ที่แม้อาจจะบาดเจ็บเช่นกันแต่ต้องรอ เหตุการณ์อาจพบได้บ่อยมากขึ้นในโรงพยาบาลตติยภูมิซึ่งมีปริมาณผู้ป่วยที่ส่งต่อเข้ามาสูง หรือเกิดอุบัติเหตุที่มีจำนวนผู้ประสบภัยเป็นจำนวนมาก (Mass Casualty Incident)

ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าระบบการคัดแยกผู้ป่วยหรือ Triage มีไว้เพื่อกำหนดความสำคัญในการรักษาของผู้ป่วย ในการแพทย์พลเรือน ผู้ป่วยที่อยู่ในสถานะวิกฤตที่สุดจะได้รับการรักษาก่อน ในขณะที่ผู้ป่วยที่อาจจะบาดเจ็บมากเช่นกัน แต่ไม่วิกฤต จะต้องรอจนกว่าผู้ป่วยที่วิกฤตจะคงตัวก่อน ทีมแพทย์จึงจะมารักษาผู้ป่วยที่บาดเจ็บน้อยลงมา

ผู้ป่วยที่หมดสติและไม่มีสัญญาณชีพถือเป็นผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาโดยทันที

โรงพยาบาลแต่ละแห่งอาจจะมีวิธีการคัดแยกที่แตกต่างกันไปเล็กน้อย แต่มีวัตถุประสงค์และวิธีการประเมินทางการแพทย์ที่คล้ายเคียงกัน การ Triage ในการแพทย์พลเรือนมีวัตถุประสงค์หลัก ๆ คือ เพื่อรักษาชีวิตให้ได้มากที่สุด

กล่าวคือ ผู้ป่วยที่มีสถานะวิกฤตมีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้หากไม่รักษาทันที ในขณะที่ผู้ป่วยอีกคนที่บาดเจ็บแต่ยังรู้สึกตัวดีสามารถรอการรักษาได้ ลำดับของการคัดแยกผู้ป่วยจึงเป็นความวิกฤตของผู้ป่วย

ป้ายสำหรับแสดงสถานะการคัดแยกผู้ป่วย

ในห้องฉุกเฉิน สิ่งแรกที่ทีมรักษาดำเนินการคือการประเมินผู้ป่วยเพื่อจัดกลุ่มผู้ป่วยตามความวิกฤต โรงพยาบาลแต่ละแห่งอาจจะใช้ระดับหรือกลุ่มของผู้ป่วยที่แตกต่างกัน แต่มักจะมีหลัก ๆ อยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มสีแดง: ผู้ป่วยวิกฤต 
กลุ่มสีเหลือง: ผู้ป่วยรีบด่วน 
กลุ่มสีเขียว: ผู้ป่วยที่ไม่รีบด่วน

ผู้ป่วยที่ถูกจัดเป็นกลุ่มสีแดงจะได้รับการรักษาก่อน ตามด้วยกลุ่มสีเหลืองและกลุ่มสีเขียว ตามลำดับ โรงพยาบาลบางแห่งอาจจะแยกกลุ่มในระดับที่ละเอียดกว่านี้เป็น 5 ระดับ คือ

กลุ่มสีแดง: ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (คุกคามชีวิต)
กลุ่มสีส้มหรือสีชมพู: ผู้ป่วยฉุกเฉินหนัก (ความเสี่ยงสูง)
กลุ่มสีเหลือง: ผู้ป่วยเร่งด่วน
กลุ่มสีเขียว: ผู้ป่วยกึ่งเร่งด่วน
กลุ่มสีขาว: ผู้ป่วยที่ไม่เร่งด่วน

ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตสีแดงคือผู้ป่วยที่จะเสียชีวิตถ้าไม่ได้รับการรักษาในทันที จัดเป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน เช่น ผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้น (Cardiac Arrest) ผู้ป่วยที่ไม่หายใจ ผู้ป่วยที่ไม่มีสัญญาณชีพ ผู้ป่วยที่มีเลือดออกไม่หยุด (Active Bleeding) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องฉุกเฉิน จะรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มแรกโดยไม่สนลำดับการมาก่อนมาหลังของผู้ป่วยคนอื่น ๆ เช่น ผู้ป่วยสีเหลืองอาจจะมาก่อนผู้ป่วยสีแดง แต่ผู้ป่วยสีแดงจะได้รับการรักษาก่อนเสมอ

ผู้ป่วยกลุ่มสีส้มหรือสีชมพู คือผู้ป่วยฉุกเฉินหนัก มีสัญญาณชีพไม่คงที่ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หายใจไม่เพียงพอ เลือดออก มีความเสี่ยงสูงที่จะเสียชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาในทันที ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะได้รับการรักษาต่อจากผู้ป่วยกลุ่มสีแดง

ผู้ป่วยกลุ่มสีเหลือง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บแต่สัญญาณชีพคงที่ รู้สึกตัวดี อาจมีการที่น่าเป็นห่วง เช่น ความดันโลหิตสูง ปวดท้องมากที่ระดับความปวด 10 มีไข้สูง อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด

ผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว คือ ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางร่างกาย ไม่มีการบาดเจ็บภายนอก รู้สึกตัวดี และสัญญาณชีพคงที่ เช่น ผู้ป่วยที่คลื่นไส้อาเจียน ถ่ายเหลวมาก เวียนศีรษะ ปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ

ผู้ป่วยกลุ่มสีขาว คือ ผู้ป่วยที่ป่วยทั่วไป เช่น เป็นหวัด มีไข้ ไอ และอื่น ๆ

ในบางโรงพยาบาลอาจรวมกลุ่มสีขาวและสีเขียวเข้าด้วยกัน หรือรวมกลุ่มสีส้ม/ชมพู และ สีแดง เข้าด้วยกัน ขณะที่บางแห่งอาจมีกลุ่มสีดำ หมายถึง ผู้ป่วยที่เสียชีวิตไปแล้ว

ตัวอย่างตารางแสดงเกณฑ์การคัดแยกผู้ป่วย

คำถามที่น่าสนใจคือ ถ้าผู้ป่วยขาหักหรือแขนหัก แต่มีสัญญาณชีพคงที่ พูดคุยได้ปกติ จะถูกจัดเป็นผู้ป่วยกลุ่มใด คำตอบก็คือ กลุ่มสีเหลือง นี่เป็นเพราะว่าแม้จะเป็นการบาดเจ็บที่รุนแรงและต้องได้รับการรักษา แต่การบาดเจ็บดังกล่าวไม่ได้คุกคามชีวิตของผู้ป่วย

ดังนั้นหากมีผู้ป่วยกลุ่มสีแดงที่หัวใจหยุดเต้น มาพร้อมหรือมาหลังผู้ป่วยกลุ่มสีเหลือง ผู้ป่วยกลุ่มสีแดงจะได้รับการรักษาก่อนเสมอ

การ Triage มักใช้ในอุบัติเหตุที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

การ Triage มีหลายระบบ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจัดกลุ่มอิงสัญญาณชีพ เช่น ระบบ ABC

A: Airway หรือทางเดินหายใจ เช่น มีอะไรขัดขวางการหายใจของผู้ป่วยอยู่หรือไม่
B: Breathing หรือการหายใจ ผู้ป่วยหายใจอยู่หรือไม่ และการหายใจผิดปกติหรือไม่
C: Circulation หรือการไหลเวียนเลือด ผู้ป่วยมีการไหลเวียนของเลือดหรือไม่ หัวใจเต้นปกติหรือไม่

นอกจากระบบ ABC แล้ว ยังใช้ระบบคะแนนอีกด้วย เช่น ระบบคะแนน RTS (Revised Trauma Score) ที่ 12 คะแนน ซึ่งให้คะแนนตามระดับความรู้สึกตัว ความดันเลือด Systolic (SBP) และอัตราการหายใจ โดยยิ่งคะแนนน้อย ยิ่งมีความเร่งด่วนมากขึ้น และที่คะแนนต่ำกว่าจุดหนึ่ง แพทย์อาจสามารถระบุได้ว่าผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว

ระบบคะแนน GCS (Glasgow Coma Scale) เป็นระบบคะแนนสำหรับระบุความรู้สึกตัวของผู้ป่วย ซึ่งให้คะแนนตามการตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ของผู้ป่วย ในระบบ GCS ยิ่งคะแนนน้อยก็ยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้น ให้คะแนนดังต่อไปนี้

การตอบสนองทางตา: สามารถลืมตาได้หรือไม่ และลืมตาโดยปราศจากสิ่งเร้าหรือลืมตาตอบสนองต่อความเจ็บ เต็ม 4 คะแนน

การตอบสนองทางเสียง: สามารถโต้ตอบได้หรือไม่ มึนงงในการตอบคำถามหรือไม่ หรือไม่สามารถพูดได้ เต็ม 5 คะแนน

การตอบสนองทางกาย: สามารถขยับได้อย่างอิสระ หรือขยับเพื่อตอบสนองต่อความเจ็บ หรือมีท่าที่ผิดปกติ เช่น Decorticate Posture เป็นอาการแขนงอเข้าหาลำตัว ส่วนขาเหยียดตรง แสดงถึงสมองส่วนซีรีบรัม (Cerebrum) ได้รับความเสียหาย หรือ Decerebrate Posture เป็นอาการแขนและขอเหยียดเกร็ง นิ้วมือและนิ้วเท้างองุ้ม ศีรษะและคอแหงนไปข้างหลัง แสดงถึงก้านสมอง (Brainstem) ได้รับความเสียหาย หรือร้ายแรงสุดคือไม่ขยับร่างกายเลย เต็ม 6 คะแนน

กลับไปที่ประเด็นกระดูกหัก ผู้ป่วยแขนหักแต่มีสัญญาณชีพปกติจะได้ คะแนน GCS เกือบเต็มหรือเต็ม (เต็ม 15)  และได้คะแนน RTS เกือบเต็มหรือเต็ม (เต็ม 12) ดังนั้นจึงไม่สามารถถูกจัดเป็นกลุ่มสีส้มหรือสีแดงได้ ซึ่งมักจะต้องมีคะแนน GCS หรือ RTS ที่ต่ำ ในขณะที่ผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นจะได้คะแนน GCS เพียงแค่ 3 จาก 15 และได้คะแนน RTS ที่ 0 จึงถูกจัดเป็นผู้ป่วยกลุ่มแดง ซึ่งจะได้รับการรักษาก่อนผู้ป่วยกลุ่มสีเหลือง

ในกรณีเกิดอุบัติเหตุที่มีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก การ Triage อาจจะมีการตัดสินใจที่จะไม่รักษาผู้ป่วยวิกฤตบางคนเนื่องจากเกินความสามารถในการรักษาไปแล้ว และผู้ป่วยน่าจะเสียชีวิตแม้จะได้รับการรักษา เพื่อสำรองทรัพยากรทางการแพทย์ไปรักษาผู้ป่วยวิกฤตคนอื่นที่น่าจะมีโอกาสรอดมากกว่า

แน่นอนว่าการ Triage มีข้อจำกัด เนื่องจากต้องผ่านวิจารณญาณและการประเมินโดยมนุษย์ เช่น พยาบาลหรือแพทย์ ซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดพลาดในการประเมินได้ ไม่ว่าจะเป็น การให้ความสำคัญเกินความเป็นจริง (Overtriage) ทำให้ผู้ป่วยที่จริง ๆ แล้วสามารถรอการรักษาได้ ได้รับการรักษาก่อนผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วนจริง ๆ หรือการให้ความสำคัญต่ำกว่าความเป็นจริง (Undertriage) ทำให้ผู้ป่วยที่จริง ๆ แล้วมีความเสี่ยงสูงถูกเพิกเฉยเพราะได้รับการประเมินที่คลาดเคลื่อน และอาจเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้

แต่อีกทางหนึ่ง ก็เห็นได้ว่าการบาดเจ็บหลายอย่างไม่เข้าเกณฑ์ในการรักษาโดยทันที ทำให้ผู้ป่วยอาจจะต้องรอในขณะที่ทีมแพทย์กำลังจดจ่อกับการช่วยชีวิตผู้ป่วยวิกฤตอยู่ การทำความเข้าใจความรุนแรงของอาการเจ็บป่วยของตนเองและคนใกล้ชิด จะทำให้เราประเมินความคาดหวังของการได้รับบริการทางการแพทย์ได้ตรงตามมาตรฐานวิชาชีพยิ่งขึ้น

เรียบเรียงโดย 
โชติทิวัตถ์ จิตต์ประสงค์
Department of Biomedical Sciences
College of Veterinary Medicine and Life Sciences
City University of Hong Kong


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS  

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คัดแยกผู้ป่วยTriageผู้ป่วยวิกฤตห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลรักษาผู้ป่วยวิทยาศาสตร์วิทย์น่ารู้วิทยาศาสตร์น่ารู้Thai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech Science
Thai PBS Sci & Tech
ผู้เขียน: Thai PBS Sci & Tech

🌎 "รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก" ไปกับ Thai PBS Sci & Tech • วิทยาศาสตร์ • เทคโนโลยี นวัตกรรม • ดาราศาสตร์ • Media Literacy • Cyber Security • Tips & Tricks • Trends

บทความ NOW แนะนำ

ข่าวล่าสุด