ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

“พาณิชย์” ลุยสอบ 26 โครงการรัฐ นอมินี-วัสดุไม่ได้มาตรฐาน พบ 37 บ. เอี่ยวตึกสตง. ถล่ม

เศรษฐกิจ
3 เม.ย. 68
14:19
2,097
Logo Thai PBS
“พาณิชย์” ลุยสอบ 26 โครงการรัฐ นอมินี-วัสดุไม่ได้มาตรฐาน พบ 37 บ. เอี่ยวตึกสตง. ถล่ม
อ่านให้ฟัง
07:58อ่านข่าวให้ฟังโดย Botnoi Voice เว็บแอปพลิเคชันสำหรับสร้างเสียงจากข้อความด้วย AI (Text to Speech)
“พิชัย” ประสานกรมบัญชีกลางลุยสอบ 26 โครงการ พร้อมจับมือ 8 หน่วยงานรุมเช็ก นอมินี-วัสดุไม่ได้มาตรฐาน พบเครือข่ายกว่า 37 บริษัท เอี่ยวอาคาร สตง. ถล่ม

วันนี้ (3 เม.ย.2568) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวภายหลัง การประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ครั้งที่ 4 (2/2568) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมเพื่อหารือแนวทางดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้กระทำผิด ว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 ส่งผลให้อาคารสำนักงาน สตง. ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังถล่มลงมา

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์

โดยการก่อสร้างดำเนินการโดย กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญที่ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างวัสดุก่อสร้างจากที่เกิดเหตุ พบว่าวัสดุบางส่วนเป็นของ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ทำให้เกิดข้อสงสัยว่านิติบุคคลทั้งสองรายนี้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

รมว.พาณิชย์กล่าวอีกว่า เบื้องต้น 2 นิติบุคคล มีมูลฐานความผิดตามกฎหมายไทยหลายฉบับ หนึ่งในนั้น คือ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ส่งเอกสารรายละเอียดข้อมูลทางทะเบียนของทั้งสองบริษัทให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อพิจารณา และขณะนี้ DSI ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว

เรื่องนี้เป็นที่สนใจของสังคม และนายกรัฐมนตรีกำชับให้ดำเนินการให้ถึงที่สุด การเร่งประชุมครั้งนี้เกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและอาคาร สตง. ถล่มลงมา ซึ่งนำไปสู่การตรวจสอบอย่างละเอียด

อย่างไรก็ตาม พบว่า บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด มีความเชื่อมโยงกับอีก 13 บริษัท และ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด มีความเกี่ยวข้องกับอีก 24 บริษัท รวมเป็น 37 บริษัท ขณะนี้ข้อมูลทั้งหมดได้ถูกส่งมอบให้ DSI เพื่อดำเนินการต่อไป
โดยในส่วนของกรมบัญชีกลาง จะเข้าตรวจสอบการรับงานของ 26 โครงการที่มีปัญหา ซึ่งบางส่วนมีการทิ้งงาน โดยหากพบความผิดปกติอาจพิจารณา ขึ้นบัญชีดำ (Black List) บริษัทที่เกี่ยวข้อง ซึ่งใน26 โครงการเป็นของหน่วยงานมีมูลค่าโคงรการตั้งแต่ 100-ไปจนถึง 10,000 ล้านบาท ซึ่งมี 1โครงการที่มีมูลค่าโครงการ 9,348 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง

มีบริษัทไทยรายหนึ่งที่ถูกขึ้นบัญชีดำเนื่องจากทิ้งงาน ซึ่งบริษัทนี้จะไม่สามารถรับงานรัฐได้อีกต่อไปแต่สามารถรับงานของเอกชนได้

ด้าน นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดีเอสไอ ได้รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษแล้ว และทุกหน่วยงานต้องนำข้อมูลทั้งหมดให้ DSI ตรวจสอบ โดยมีการดำเนินการดังนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจสอบ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงเครือข่าย 13 บริษัท พร้อมป้อนข้อมูลให้ DSI ,สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัท ผู้ถือหุ้น และผู้เกี่ยวข้อง, กรมสรรพากร ตรวจสอบการเสียภาษีของบริษัทและผู้ถือหุ้นทั้งหมด

สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ตรวจสอบคุณภาพเหล็กและอุปกรณ์ที่ใช้ก่อสร้าง,กรมการจัดหางาน ตรวจสอบใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว, กรมโรงงานอุตสาหกรรม ตรวจสอบโรงงานผลิตเหล็ก ,กรมที่ดิน ตรวจสอบการถือครองที่ดินของคนไทยและต่างชาติ และกรมบัญชีกลาง ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ขณะเดียวกัน จะมีการตรวจสอบ 14 บริษัทในเครือข่ายว่ารับงานที่ใดบ้าง โดยข้อมูลล่าสุดพบว่ามี 26 โครงการที่เกี่ยวข้อง และอาจมีเพิ่มเติม ซึ่งได้เสนอให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงมหาดไทย กรมโยธาธิการ และกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าตรวจสอบ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและทรัพย์สิน ซึ่งจะตรวจสอบเชิงลึกว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีอีกหรือไม่ และโยงใยไปถึงใคร ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งให้ DSI ดำเนินการอย่างเร่งด่วน

สำหรับโทษตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หากพบว่ามีการกระทำผิด จะมีบทลงโทษดังนี้ กรณีคนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (Nominee) มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ,กรณีคนต่างด้าวดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีคนต่างด้าวประกอบธุรกิจต้องห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลสามารถสั่งให้เลิกกิจการ หรือ เพิกถอนการถือหุ้นได้

อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์เปิดข้อมูล 2 บริษัทที่ถูกตรวจสอบ พบว่า บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด จดทะเบียนเมื่อ 10 ส.ค. 2561 ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาทสัดส่วนหุ้น: ไทย 51% / จีน 49%ผลประกอบการปี 2566: ขาดทุนสะสม 208,489,056.67 บาท และบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด จดทะเบียนเมื่อ 23 ก.พ. 2554 ทุนจดทะเบียน 1.53 พันล้านบาท สัดส่วนหุ้น: ไทย 20% / จีน 80% ซึ่งขณะนี้ทั้งสองบริษัท ถูกตรวจสอบความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลอื่นๆ อีก 37 บริษัท โดย DSI เดินหน้าสืบสวนเพิ่มเติม

ทั้งนี้จากการสอบถามกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้ขอมูลว่า บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัดที่มีคนจีนถือหุ้น 80 % เพราะเป็นการผลิตที่ไม่ได้อยู่ภายใต้พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว บัญชี 3 ดังนั้นการถือครองหุ้นมากกว่า 49 % จึงสามารถทำได้เพราะเป็นการผลิตสินค้าที่จำหน่ายในประเทศ

อ่านข่าว:

 ขุมทรัพย์ “ไชน่า เรลเวย์” แกะรอยผู้ถือหุ้นจีน-ไทย สร้างอาคารสตง.

"กิจการร่วมค้า-ไชน่า เรลเวย์" คว้า 20 โครงการรัฐ มูลค่า 1.2 หมื่นล้าน

“ซิน เคอ หยวน” สตีล บริษัทผลิตเหล็กก่อสร้าง “ทุนจีน-หุ้นไทย”

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง