วันนี้ (20 ธ.ค.2567) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลาง ได้อ่านผลแห่งคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ส.35/2562 หมายเลขแดงที่ ส.25/2567 ระหว่างบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหา ชน) (ผู้ฟ้องคดี) กับอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ที่ 1 รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกำกับตรวจสอบกระบวนการผลิตที่ 2 (ผู้ถูกฟ้องคดี)
โดยผู้ฟ้องคดี เป็นผู้ประกอบกิจการสำรวจ และทำเหมืองแร่ทองคำ และเป็นผู้ถือประทานบัตร จำนวน 14 ฉบับ ในท้องที่ อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร และอ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งที่อก 0506/3255 ลงวันที่ 2 ส.ค.2561 ให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ปัญหาการรั่วซึมของบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 มิให้มีการรั่วซึม
และแก้ไขปัญหาของคุณภาพน้ำในบ่อสังเกตการณ์ และบ่อดักตะกอน ขุมเหมือง บ่อรับน้ำฉุกเฉินในบริเวณพื้นที่โครงการให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ 1/2562 ลงวันที่ 26 ก.ย.2562 ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี แจ้งตามหนังสือกระทรวงอุตสาหกรรมที่อก 0202/7272 ลงวันที่ 26 ก.ย.2562
อ่านข่าว 23 ปี เหมืองทองอัครา มหากาพย์ 3 ฝ่าย รัฐ-เอกชน-ชาวบ้าน
ผู้ฟ้องคดี เห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว
ศาลปกครองกลาง วินิจฉัยว่า เมื่อคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงการรั่วซึมของบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะทำงานตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ในการประชุมครั้งที่ 3/2559 เมื่อ 2 พ.ย.2559
มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะทำงานย่อย ผู้เชี่ยวชาญการตรวจสอบข้อเท็จจริงการรั่วซึมของบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 และดำเนินโครงการสำรวจตรวจสอบโอกาสรั่วไหลของสารพิษจากบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ของเหมืองแร่ทองคำผู้ฟ้องคดี จ.พิจิตร
โดยใช้แนวคิดจากหลักวิชาการวิทยาศาสตร์ทางด้านธรณีฟิสิกส์ ใช้วิธีการตรวจวัดความต้านทานไฟฟ้าในบริเวณพื้นดินบริเวณโดยรอบบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ได้แก่ TEM และ ERI และการใช้ข้อมูลทางธรณีเคมีและวิธีการไอโซโทป การวิเคราะห์ Stable Isotope ratio ของดิวทีเรียมต่อไฮโดรเจนและออกซิเจน 18 ต่อออกซิเจน 16 การหาอายุน้ำ การวิเคราะห์ Stable Isotope ของ 87Sr/86Sr
กรณีนี้จะเห็นได้ว่า การพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมจากภาคส่วนต่างๆ จำนวนมาก และใช้วิธีการในการตรวจสอบตามหลักทางวิทยาศาสตร์ ที่น่าเชื่อถือ รวมถึงมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่โดยรอบอย่างรอบด้าน
เมื่อข้อเท็จจริง จากการตรวจสอบฟังได้ว่า พบความผิดปกติทางความต้านทานไฟฟ้าที่แสดงถึงการรั่วไหลของน้ำของเหมืองแร่รั่วไหล จากบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 และพบความผิดปกติของธรณีเคมีร่วมกับไอโซโทป
แสดงว่าน้ำจากบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ไหลมาถึงบ่อสังเกตการณ์ 5338 และ 6691 แต่สารหนูที่พบในบ่อเฝ้าระวังดังกล่าว ไม่ได้มาจากบ่อกักเก็บกากแร่
อ่านข่าว เปิดคำสั่งหัวหน้า คสช. 72/2559 "ยาแรง" แก้ปัญหาเหมืองทอง ระงับกิจการ-ห้ามต่อประทานบัตร
เหมืองทองอัครา
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบน้ำผุดบริเวณนาข้าว (ครั้งที่ 2 ปี 2559 และครั้งที่ 3 ปี 2560) ตามที่มีการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ ไม่พบไซยาไนด์ปนเปื้อนในน้ำอย่างมีนัยสำคัญ และพบการปนเปื้อนซัลเฟตในน้ำผุดที่สอดคล้องกับผลน้ำจากบ่อเฝ้าระวัง และผลการวิเคราะห์ทางเคมีชี้ว่า น่าจะเป็นน้ำรั่วไหลจากบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ทั้งนี้มีการตรวจพบแมงกานีสในน้ำผุด (ครั้งที่ 3) ในปริมาณที่สูง
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การรั่วไหลของบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 มีสาเหตุจากการประกอบกิจการของผู้ฟ้องคดี ที่มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่
ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งตามหนังสืออุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ที่อก 0506/3255 ลงวันที่ 2 ส.ค.2561 ให้ผู้ฟ้องคดีแก้ไขปัญหาการรั่วซึมของบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 มิให้มีการรั่วซึม และให้แก้ไขคุณภาพน้ำในบ่อสังเกตการณ์และบ่อดักตะกอนขุมเหมือง บ่อรับน้ำฉุกเฉินในบริเวณพื้นที่โครง การให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด
และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 อาศัยข้อเท็จจริงและกฎหมายเดียวกันกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แล้ว ยืนยันคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ 1/2562 ลงวันที่ 26 ก.ย.2562
ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี แจ้งตามหนังสือกระทรวงอุตสาหกรรม ที่อก 0202/7272 ลงวันที่ 26 ก.ย.2562 จึงเป็นการออกคำสั่งที่มีเหตุผลที่รับฟังได้ จึงมิใช่การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย