ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

นักวิชาการแนะ รบ.เร่งยกหูเจรจา "ทรัมป์"ภายในคืนนี้ คลี่คลายกำแพงภาษี

เศรษฐกิจ
3 เม.ย. 68
16:52
82
Logo Thai PBS
นักวิชาการแนะ รบ.เร่งยกหูเจรจา "ทรัมป์"ภายในคืนนี้ คลี่คลายกำแพงภาษี
อ่านให้ฟัง
07:23อ่านข่าวให้ฟังโดย Botnoi Voice เว็บแอปพลิเคชันสำหรับสร้างเสียงจากข้อความด้วย AI (Text to Speech)
นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้การตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์ คือสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องเร่งเจรจาอย่างช้าที่สุดภายในคืนนี้

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยและโลกจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการประกาศขึ้นภาษีทางการค้าของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ทว่าที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาก็ได้ส่งสัญญาณมาโดยตลอดว่า ประเทศต่าง ๆ สามารถเข้าสู่กระบวนการเจรจาต่อรองเพื่อหาทางออกร่วมกันได้ ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลไทยควรทำในเวลานี้คือการเข้าสู่การเจรจาให้เร็วที่สุด และต้องนำเสนอข้อแลกเปลี่ยนที่มีน้ำหนักเพียงพอที่ทรัมป์จะพูดคุยด้วย ที่สำคัญก็คือระยะเวลาในการประสานงานเพื่อเจรจาจะมีผลอย่างมากต่อการยอมรับและเปิดใจ เพราะทรัมป์เป็นคนคิดเร็วตัดสินใจเร็ว ฉะนั้นความล่าช้าอาจทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่สะท้อนถึงความไม่จริงใจ และจะทำให้ไทยตกเป็นเบี้ยล่างในการเจรจาทันที

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ยังกล่าวว่า คณะทำงานเจรจาของไทยต้องรีบประชุมเช้านี้ ช่วงบ่ายเตรียมตัว และอย่างช้าที่สุดคือภายในคืนนี้ ซึ่งฝั่งอเมริกาเป็นกลางวัน ต้องมีการยกหูโทรหาเพื่อพูดคุยข้อเสนอในเบื้องต้นแล้ว เพราะทุกประเทศรู้ว่า ตอนนี้ถ้าประเทศไหนช้าสุดจะเสียเปรียบที่สุด จึงไม่มีใครยอมตกขบวน การช้าไปแค่นาทีเดียวก็จะกระทบหนัก การเร่งดำเนินการเรื่องนี้ภายใน 24 ชม.ก็ยังถือว่าช้าที่สุด จะรอทำหนังสือเชิญประชุมกันไม่ได้แล้ว เพราะนี่คือสถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ อเมริกาไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วว่าทุกประเทศจะมาครบ แค่มาสัก 60% ของทั้งหมด เขาก็ไม่จำเป็นต้องแคร์อีก 40% ที่เหลือแล้ว นี่คือเกมทางเศรษฐศาสตร์ ที่ใครมาเร็วย่อมได้เปรียบ และยิ่งช้ายิ่งเจ็บ ยิ่งเสียเปรียบ

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ข้อเสนอของไทยที่คาดว่าจะเป็นที่ต้องการของสหรัฐอเมริกาคือ การผสมผสานระหว่างความต้องการด้านเศรษฐกิจที่ประสงค์ให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในสหรัฐอเมริกา โดยมีแผนการปฏิบัติงาน (Action Plan) อย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่คำพูดหรือคำสัญญาปากเปล่า เพื่อนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในประเทศ เพราะการมี Action Plan ที่ชัดเจนในการนำเสนอ คือวิธีคิดที่ทรัมป์ใช้ในการทำงานมาโดยตลอด

นอกจากนี้ ไทยต้องดำเนินการบนความเข้าใจในภูมิศาสตร์ทางการเมืองและบนความคาดหวังของสหรัฐอเมริกา นั่นคือการชี้แจงว่า จะไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศจีนมากจนเกินไป เพราะการที่มีทุนจีนสีเทาเข้ามาในไทยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา อาจทำให้สหรัฐอเมริการู้สึกว่า ไทยกำลังกลายเป็นฐานของจีนหรือไม่ ซึ่งสิ่งนี้เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งที่คณะทำงานเจรจาของไทย ต้องแสดงและยึดมั่นความเป็นกลางทางการเมืองระหว่างประเทศไว้ให้ได้

ผมเชื่อมั่นว่าคนเก่ง ๆ ที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดีของหน่วยงานรัฐมีอยู่เป็นมาก ผมเคยสัมผัสมา ฉะนั้นจึงอยู่ที่ผู้บริหารว่าจะเปิดโอกาสให้เขาแสดงศักยภาพหรือไม่ เมื่อเปิดโอกาสแล้วก็ต้องให้เวลา ให้ทรัพยากรที่เขาจำเป็นต้องใช้ไปทุกอย่าง และตอนนี้สถานการณ์มันก็ฉุกเฉินมากเกินกว่าที่ใครจะเอาหน้า และมากเกินกว่าจะมามองผลประโยชน์ของพรรคการเมือง มันคือผลประโยชน์ของประเทศชาติ เวลานี้คนเก่งต้องระดมกันมาทั้งหมด

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า มาตรการการขึ้นภาษีครั้งใหญ่นี้ มีความเป็นไปได้ที่ทรัมป์ต้องการเชือดไก่ให้ลิงดูใน 3 รูปแบบด้วยกัน คือ 1.แม้ว่าบางประเทศจะยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจและเปิดโต๊ะเจรจาด้วยความรวดเร็ว แต่ก็ยังจำเป็นต้องเชือดให้เห็น 2.การลับมีดรอไว้ก่อน แต่จะเชือดหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับข้อเสนอว่ามีความน่าสนใจเพียงใด 3.ทำเสมือนว่าจะเชือดแต่แท้จริงแล้วคือยังไงก็กลับไปดูแล เพราะเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันมาโดยตลอด ซึ่งไทยต้องพยายามเข้าไปอยู่ในรูปแบบที่ 2 ให้ได้

การขึ้นภาษีการค้าเช่นนี้ย่อมสร้างผลกระทบกับทุกประเทศ ดังนั้นการที่ไทยจะพยายามหาตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ คงเป็นไปไม่ได้ มากไปกว่านั้นคือประเทศยักษ์ใหญ่หลายแห่งก็โดนกำแพงภาษี ที่น่ากลัวคือจีนซึ่งมีคลังสินค้าอยู่มาก ก็จะนำสินค้าเหล่านั้นมาขายในประเทศไทยด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไทยจะตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ดังนั้นรัฐบาลไทยจะต้องเร่งสร้างมาตรการกีดกันทางการค้า เพื่อป้องกันการไหลบ่าของสินค้าเข้ามา เราต้องสร้างกำแพงให้เข้มแข็งขึ้น คือกฎหมาย-ระเบียบต่างๆ ที่เรามีอยู่แล้วต้องบังคับใช้ให้เข้มงวด ไม่ปล่อยให้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ตอนนี้รัฐบาลอย่าเพิ่งไปคิดเรื่องพัฒนาเศรษฐกิจ ให้คิดแก้ปัญหาเรื่องนี้ก่อน เพื่อไม่ให้สถานการณ์มันแย่ไปกว่านี้ และรัฐบาลควรพลิกวิกฤติในครั้งนี้ให้กลายเป็นโอกาส ด้วยการปรับโครงสร้างการผลิตขนานใหญ่โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลง จะส่งผลให้ขายสินค้าราคาถูกได้มากขึ้น มาตรการที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืนของสหรัฐอเมริกานำไปสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวของไทยได้ ซึ่งถึงเวลาที่เราจะได้ทำสิ่งที่มีการพูดคุยมานาน แน่นอนการเจรจาช่วยซื้อเวลา แต่ระยะยาวมีแต่วิธีนี้เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ประชาชนทั่วไปอาจไม่ได้รู้ว่าได้รับผลกระทบจากมาตรการเหล่านี้ในทันที เว้นแต่เป็นผู้ประกอบธุรกิจการส่งออก แต่ในท้ายที่สุดในวันหนึ่งก็จะกระทบ เพราะเมื่อยอดการส่งออกตกจะกระทบไปเป็นลูกโซ่ ทั้งการเลิกจ้าง มีคนตกงาน กำลังซื้อในประเทศลดลง อาจใช้เวลาสักหน่อยกว่าที่ประชาชนจะได้รับผลกระทบจริงๆ แต่จะมาอย่างแน่นอน และหากภาครัฐปล่อยให้สถานการณ์เดินไปถึงจุดนั้นก็จะแก้ไขได้ยากลำบากแล้ว

การแจกเงินในเวลานี้ก็ไม่ช่วย ซ้ำร้ายถ้ายิ่งแจกเงินในเวลานี้ มันจะยิ่งทำให้เราเหลือเงินในการสร้างกำแพงน้อยมาก

 

อ่านข่าว : สะเทือนทั้งโลก "สหรัฐฯ" เคาะตัวเลขภาษีตอบโต้คู่ค้า ไทยโดน 36% 

จับตา "ทรัมป์" ผลักโลกทั้งใบ สู่สงครามการค้าเต็มรูปแบบ 

ส่งออก "ข้าวหอมมะลิไทย" สะเทือน สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าไทย 37%  

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง